ภาพคอนเซปหลุมดำจากหนัง Interstellar

นักดาราศาสตร์เชื่อว่าสสารมืดอาจก่อตัวจากหลุมดำหลังบิกแบง

ตรวจพบส่วนเสริม Ad Blocker

เว็บไซต์ของเรา เชื่อในประสบการณ์การรับชมของผู้ชม แต่อย่างไรก็ตามเว็บไซต์ของเราขับเคลื่อนด้วยโฆษณาจากผู้สนับสนุน โปรดพิจารณาละเว้นการบล็อคโฆษณาด้วยส่วนเสริม ad-block | ขอบพระคุณอย่างยิ่งที่ให้การสนับสนุน

เรียบเรียงโดย Thaiphysicsteacher.com

 ในช่วงหลังศตวรรษที่ผ่านมา เราค้นพบคลื่นไมโครเวฟพื้นหลัง (Cosmic Microwave Background Radiation : CMBr) ทำให้เราทราบว่าสสารในเอกภพบางส่วนไม่สะท้อนแสง เรียกสสารนั้นว่า “สสารมืด (Dark Matter)

 สสารมืดถูกประมาณว่ามีอยู่ 84 เปอร์เซนต์ในเอกภพของเรา  โดยแทรกอยู่ระหว่างช่องว่างของกาแล็กซี สสารมืดไม่ปลดปล่อยหรือดูดแสง หรือเราเรียกว่า “ไม่ทำอันตรกิริยากับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า” แต่สสารมืดจะทำอันตรกิริยากับความโน้มถ่วง จึงทำให้ทราบได้ว่ามันน่าจะมีอยู่จริง

Dark Matter อาจเกิดจากซากของหลุมดำสมัยหลังเกิด Bigbang

 นักดาราศาสตร์ Qirong Zhu เชื่อว่าสสารมืดอาจมีหลุมดำที่เกิดหลังเกิดบิกแบง (Primordial Black hole) เป็นองค์ประกอบ เขาอธิบายว่า

ถ้าช่องว่างระหว่างกาแล็กซีมีมวลสารของหลุมดำแทรกตัวอยู่ มันควรมีการกระจายตัวมากกว่าทฤษฎีก่อนหน้าที่เชื่อว่าช่องว่างดังกล่าวเกิดจากการแทรกตัวของอนุภาคที่ตรวจจับไม่ได้

 นักดาราศาสตร์ลองตรวจสอบสมมติฐานดังกล่าว โดยเพ่งเล็งการสำรวจไปที่กาแล็กซีแคระเล็กๆ ที่มีค่าความสว่างไม่กี่พันเท่าของดวงอาทิตย์จึงง่ายแก่การสังเกต ทีมวิจัยได้สร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ เพื่อทดสอบว่ากาแล็กซีแคระมี Primordial Black hole แทรกตัวระหว่างดาวฤกษ์อยู่จริงหรือไม่ ถ้ามีอยู่จริงหลุมดำต้องเข้าไปรบกวนระยะห่างหรือการกระจายของดาวฤกษ์บ้างเล็กน้อย

กาแล็กซี IC1613

กาแล็กซี IC1613 เป็นตัวอย่างหนึ่งของกาแล็กซีแคระขนาดเล็กที่ง่ายแก่การสังเกตอันตรกิริยาระหว่างดวงดาว เนื่องจากมีความสว่างน้อย Author: Credit: NASA/JPL-Caltech/SSC

ขนาดหลุมดำใกล้เคียงกับวิธีการที่ค้นพบด้วยคลื่นความโน้มถ่วง

 นอกจากนั้นนักดาราศาสตร์พบว่า Primordial Black hole ต้องมีมวลประมาณ 2 – 4 ของดวงอาทิตย์ของเรา ถึงแม้ดวงเลขดังกล่าวจะประมาณขนาดของหลุมดำเล็กว่าวิธีที่ตรวจพบด้วยคลื่นความโน้มถ่วง ซึ่งนักวิจัยจะนำไปเทียบเคียงภายหลัง

 ทีมวิจัยเน้นย้ำว่ายังสรุปไม่ได้ว่าสสารมืดมี Primordial Black Hole เป็นองค์ประกอบ เพียงแต่แนวทางนี้เป็นอีกวิธีการหนึ่งในการหาต้นกำเนิด หรือคำอธิบายเกี่ยวกับสสารมืด ทั้งนี้งานวิจัยได้ตีพิมพ์ในวารสารรายเดือนของ Royal Astronomical Society (2018)

ถ้าบทความนี้อ่านคล่องอ่านง่ายแชร์เลยครับ

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: